โครงการบรรพชาอุปสมบท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โครงการ “บรรพชามหากุศล กับการชักชวนให้ประชาชนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่พุทธศาสนิกชนที่ดี ด้วยการเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิและจัดโครงการอุปสมบทเพื่อปฏิบัติธรรมถวายพระเจ้าอยู่หัวทุกสิ้นเดือน

 

ซึ่งโครงการได้เริ่มอุปสมบทครั้งแรก วันที่ 29-30-31 ตุลาคม 2557  ดำเนินโครงการมาเลื่อยๆ โดยมีผู้ศรัทธาตั้งมั่นในการปฎิบัติธรรมและเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุทั้งหมด  736 รูป  บางส่่วนได้ลาสิกขาแล้วและยังมีบางส่วนที่ครองเพศบรรพชิต

 

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่

081-397-3737 , 081-843-5556 , 083-649-1810 และ 083-085-9404

 

วันอุปสมบท 

-          วันพุธที่ 31 มกราคม 2561

-          วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561

**หมายเหตุ : กรุณาสมัครก่อนทุกๆวันที่ 15 ของเดือน เนื่องจากผู้สมัครจะต้องเข้าเตรียมความพร้อมก่อนอุปสมบท 15 วัน

 

 

 

คุณสมบัติของผู้บวช

มีอายุ 20 ปี บริบูรณ์ เป็นสุภาพชน ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ

พูด อ่าน เขียน อักษรไทยได้ดี

เป็นผู้กินง่าย อยู่ง่าย ว่าง่าย สอนง่าย ใฝ่รู้ มีความอดทน ไม่เกียจคร้าน

มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ครบถ้วน

มีความสมัครใจ ตั้งใจ อุทิศตนที่จะศึกษา และปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังจนครบ 45 วัน (เป็นนาค 15 วันพระ 30 วัน)

ไม่สูบบุหรี่ไม่ใช้โทรศัพท์ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า

ไม่มีรอยสักในที่เปิดเผยไม่มีคดีอาญา

ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นภาระกับผู้อื่นไม่ติดสารเสพติด

 

 

ก่อนบวช 15 วัน ผู้สมัครต้องได้เข้ามาอบรมฝึกปฏิบัติกันอย่างเข้มข้น ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการอุปสมบท 

 

 

กิจกรรมบิณฑบาตรับอาหารเช้า ของพระภิกษุในโครงการอุปสมบทฯ และเจ้านาคที่เข้าเตรียมความพร้อมรับการอุปสมบท

โครงการชุมชนผู้สูงอายุต้นแบบ

เป้าหมายของโครงการนี้ คือให้ผู้สูงอายุทั้งหลายได้มาอยู่ในสังคมของตัวเองหมู่บ้าน "สหกรณ์ผู้สูงวัย" มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ คาดว่าจะสร้างหมู่บ้านที่มีเงื่อนไข ที่มีสภาวะความเป็นอยู่ที่เอื้ออำนวย ต่อการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สมถะ แต่มีความสุขให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อนมีสมาชิกในสังคมที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน มาอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณค่าและคนที่มีธรรมะ

 

และที่สำคัญคือ ได้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี คือมีงานทำตามหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละคน โดยยึดหลักว่า "ผู้สูงอายุทั้งหลายนั้นยังทำประโยชน์ให้กับสังคมได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตหมู่บ้านผู้สูงวัยนื้ จะมีลักษณะเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ที่ทุกคนร่วมกันทำประโยชน์ร่วมกัน ตามความสามารถที่ตนมี เช่น สอนทำอาหาร สอนภาษา สอนศิลปะหรือ ดนตรี เก็บกวาดเช็ดถู แม้แต่ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน หรือถ้ามีความรู้เรื่องการบริหารจัดการองค์กร ก็ไปอาสาทำหน้าที่ให้ความรู้ในทางบริหารองค์กรท้องถิ่น นี่คือการให้คุณค่ากับประสบการณ์ชีวิตแล้วมารับใช้ส่วนรวมรับใช้สังคมได้จนวันสุดท้ายของชีวิต ถือเป็นการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีมีความหมายเป็นการทำตัวให้มีคุณค่ามีประโยชน์มีความสุขกับการได้อยู่ในสังคม ผู้สูงวัยเดียวกัน มีกิจกรรมร่วมกัน ไม่โดดเดี่ยวไม่เหงา ลดภาระสังคมที่ต้องมาดูแล

โครงการเกาะพะลวย เกาะเศรษฐกิจพอเพียงสมบูรณ์แบบ

 

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ของพระเจ้าอยู่หัวเป็นหนทางอันประเสริฐที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย มูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จึงได้มีเป้าหมายที่ปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนต่างๆ ได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาอยู่ในวิถีชีวิตจริงกับโครงการแรก ชุมชนเกาะพะลวย

เกาะพะลวย

เป็นหนึ่งเกาะในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อยู่ห่างจากเกาะสมุย ประมาณ 22 กิโลเมตร มีประชากรประมาณ 222 ครัวเรือน ประกอบอาชีพเกษตรและ การประมงเป็นหลัก ด้วยความ ห่างไกล และอุปสรรคในการเดินทางทำให้เกาะนี้กลายเป็นเกาะที่ถูกลืม เมื่อชาวเกาะได้รวมตัวกันโดยมีเป้าหมายที่อยากจะยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้ดีขึ้นในแบบพอเพียง และยั่งยืน โดยได้ร้องขอมาทางมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

จึงได้ลงพื้นที่ทำการสำรวจเก็บข้อมูลและร่วมประชุมปรึกษากับชาวบ้าน ศึกษาแนวคิด วิถีชาวบ้าน วิถีชุมชน ความต้องการของชาวบ้านและชุมชน จากนั้นจึงแนะนำให้ชาวบ้านได้เข้าใจในแนวทางปฏิรูปเกาะพะลวย นั่นก็คือการรวมตัวตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อให้ชุมชนนี้ได้รับการแบ่งสรรประโยชน์อย่างเป็นธรรม ด้วยศักยภาพด้านการท่องเที่ยว และทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

ธุรกิจชุมชมพอเพียง

การรวมตัวกันเพื่อทำธุรกิจเพื่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ท ร้านค้า ร้านอาหาร ทุกอย่างคือการสร้างงานให้ลูกหลานชาวเกาะ โดยมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ จะเข้าไปให้ความรู้ และกระบวนการจัดการในรูปแบบสหกรณ์ การทำธุรกิจเพื่อการคืนทุนให้ชุมชน ให้สังคม การสร้างวัฒนธรรมชุมชนที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันจากพลังธุรกิจจากภายนอก สร้างแนวทางชุมชนพอเพียงที่ยั่งยืนให้ลูกหลานได้เรียนรู้และภูมิใจในถิ่นกำเนิดเกาะพะลวย เกาะพอเพียงและจะประสานขอความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนหลายๆ ฝ่ายอีกต่อไป

 

ขอขอบคุณภาพจาก  www.energythai.com

 

"เกาะพะลวย" อยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตัวเกาะตั้งอยู่ห่างจากเกาะสมุยออกไปประมาณ 22 กม. เนื้อที่บางส่วนของเกาะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะพะลวยคือ การเป็น " Green Island" เป็นเกาะพลังงานสะอาดต้นแบบของประเทศที่ใช้พลังงานทดแทนบนเกาะเต็มพื้นที่ 100 % มาตั้งแต่ปี 2554 และยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การใช้พลังงานสะอาดในชุมชนแห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

 

การเดินทางไปเกาะพะลวยนั้นสามารถนั่งเรือจากท่าเรือดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ราวๆ 2 ชั่วโมง พออิ่มตากับพื้นน้ำและท้องฟ้า ก็จะถึง เกาะพะลวยบนเกาะมีทั้งที่พักแบบรีสอร์ท แบบโฮมสเตย์เพื่อลิ้มลองวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน หรือจะกางเต็นท์นอนเพื่อสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริงก็ได้ 

 

วิถีชีวีตของชาวเกาะพะลวยส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมง แต่ด้วยระยะหลัง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาวะความผันผวนของธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงมากมาย ส่งผลกระทบให้กับชาวเกาะพะลวยเป็นอย่างมาก จากเดิมสามารถออกเรือจับปลาเพื่อส่งไปขายบนฝั่งได้จำนวนมาก มีรายได้ที่เพียงพอต่อการยังชีพ เมื่อไม่สามารถจับปลาสร้างรายได้เหมือนเมื่อก่อน ชาวเกาะพะลวยจึงมีการปรับตัว ปรับเรือประมงที่ใช้ออกหาปลาเป็นเรือนำเที่ยวรอบเกาะพะลวยและหมู่เกาะอ่างท่อง สร้างรายได้ทดแทนอีกทางหนึ่ง

 

 

 

 

ด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใช้บนเกาะเป็นพลังงานที่ได้มาจากแผงโซลาร์เซลล์ ไม่มีโรงผลิตไฟฟ้าเหมือนแผ่นดินใหญ่หรือเกาะใหญ่อื่นๆ  บนเกาะมีอ่างเก็บน้ำสำหรับให้ชาวเกาะได้ใช้ในการอุปโภคอยู่บ้างแต่ไม่เพียงพอที่จะใช้สำหรับการเกษตรกรรม น้ำสำหรับการบริโภคนั้นชาวบ้านบนเกาะต้องอาศัยการรองน้ำฝนในช่วงฤดูฝน กักเก็บไว้ตามโอ่งน้ำและหากไม่มีเพียงพอต่อการต้องการ ต้องซื้อน้ำมาจากบนฝั่งและขนลงเรือเพื่อนำมาใช้งาน  ดังนั้นน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคและไฟฟ้าจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวเกาะพะลวยในการดำรงชีวิต

ทางมูลนิธิฯ ได้เริ่มหาแนวทางช่วยเหลือเพื่อพัฒนาให้ชุมชนชาวเกาะพะลวยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลายปัญหาที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ ทางมูลนิธิฯ ก็ช่วยเป็นตัวประสานให้เกิดการจัดการแก้ไขให้ดีขึ้น แต่สำหรับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ทางมูลนิธิฯ มองเห็นถึงศักยภาพของเกาะแห่งนี้ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นการพัฒนาแบบวูบวาบฉาบฉวย โจทย์สำคัญที่ต้องนำกลับมาคิดก็คือ ทำอย่างไรให้ผลประโยชน์นั้นเกิดขึ้นและตกอยู่กับพี่น้องประชาชนเจ้าของพื้นที่เป็นที่ตั้ง นี่จึงเป็นที่มาของ การสร้างความเป็นเจ้าของเกาะพะลวยด้วย กระบวนการมีส่วนร่วมอันเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง

 

เมื่ออาชีพดั้งเดิมไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอ ก็ต้องหันไปมองศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เพราะเห็นได้ว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเวียนมาเที่ยวที่เกาะพะลวยมากขึ้น และต้องบวกกับการนำระบบสหกรณ์เข้ามาใช้ ทั้งการจัดตั้งร้านค้า การทำรีสอร์ท หรือโฮมสเตย์ ซึ่งเมื่อได้อธิบายให้ชุมชนฟังว่ามูลนิธิฯ เข้ามาทำงานเพื่อสร้างความหวังร่วมกันแต่ผลประโยชน์จะตกอยู่ที่พี่น้องประชาชนจริงๆ ระบบสหกรณ์จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันผลประโยชน์ต่างๆ การทำมาหากินบนเกาะแห่งนี้ ชุมชนจะรับรู้ เห็นชอบ และรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งจะเป็นไปในแนวทางที่มูลนิธิฯ ตั้งเป้าหมายไว้คืออยู่ด้วยวิถี เศรษฐกิจพอเพียงคือการพัฒนาเกาะพะลวยเป็นเกาะเศรษฐกิจพอเพียงสมบูรณ์แบบ สร้างการเป็นเจ้าของ โดยกระบวนการมีส่วนร่วม ใช้รูปแบบ "สหกรณ์" โดยมี

             1. รูปแบบตรวจสอบได้

             2. รวมทุน

             3. กระบวนการจัดการ

             4. เป็นนิติบุคคล มีกฏหมายรองรับ

                    และที่สำคัญ

             5. ผลประโยชน์ร่วมการจายทั่วถึง

ปัจจุบันมูลนิธิฯได้ดำเนินการส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อพบปะพูดคุยกับชาวเกาะพะลวย รวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อทำการวางแผนช่วยเหลือในลำดับต่อไป

 

 

 

 

โครงการวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ เกาะสมุย

วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ .เกาะสมุย .สุราษฎร์ธานี

 

วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบุคลการที่มีความรู้ทางวิชาชีพต่างๆ ให้มีความชำนาญในวิชาชีพนั้นๆ อย่างแท้จริง ควบคู่ กับการฝึกฝน ปฏิบัติธรรมะอย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยฯ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

 

โดยจะเปิดทำการสอนหลักสูตร ปวชและ ปวสในสาขาวิชาการท่องเที่ยว การโรงแรม การบัญชี เลขานุการ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ภาษาต่างประเทศ (เน้นภาษาจีน และภาษาอังกฤษ)  และการทำอาหาร เพื่อผลิตบุคลากร ป้อนภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ ซึ่งได้วางศิลาฤกษ์เมื่อ 23 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

 

ในปี 2560 มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการการอาชีวะ กระทรวงศึกษาธิการ ให้จัดตั้งสถานศึกษาระดับอาชีวะ โดยนายสุเทพ ชิตยวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ได้ทำหนังสือเมื่อวันที่ 8 ..2560 ที่ผ่านมาว่าทาง สำนักงานคณะกรรมการอาชีวะศึกษา ได้พิจารณาและออกใบอนุญาตเลขที่ ศอช. 7/ 2560 อนุญาตให้ มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ดำเนินการ จัดตั้งสถานศึกษาเอกชน ภายใต้ชื่อ “วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ” มีสถานที่ตั้ง .เกาะสมุย .สุราษฎร์ธานี จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาฯ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ

 

วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ จะเปิดทำการเรียนการสอนในปีการศึกษาที่1/2560 ในวันที่ 16 .. 2560 และเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ จะดำเนินการรับสมัครอาจารย์ ผู้สอนในสาขาวิชาต่างๆทั้ง 7 สาขา โดยจะประกาศรับสมัครใน เฟสบุ๊กนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเฟสบุ๊ก ของมูลนิธิฯ (มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยส่วนการรับสมัครจะรับนักเรียนจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สนใจเข้าเรียนโดยมีการคัดเลือกด้วยวิธีการสัมภาษณ์ โดยเริ่มแรกจะรับสาขาละ 30 คน ส่วนเรื่องการก่อสร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ตามโครงการที่ 1 นั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาทิ อาคารอเนกประสงค์ อาคารที่พักอาจารย์ อาคารปฏิบัติการด้านภาษา คอมพิวเตอร์ ห้องเรียน หอประชุมหอพัก

 

 

สำหรับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษานั้นต้องอาศัยประจำที่หอพัก เพราะจะต้องมีการปฏิบัติธรรมทุกเช้า ฟังเทศน์ก่อนไปเรียนในช่วงเย็นก็จะตองมีการทำวัตรเย็น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เพราะวิทยาลัยแห่งนี้ต้องการปลูกฝังการปฏิบัติธรรมะการฝึกฝน เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ชีวิตเมือนอยู่ในวัด อยู่กับธรรมะ อยู่กับความพอดี พอเพียงตามหลักโภชเนมัตธัญญูตา (ความเป็นผู้รู้จักประมาณและเรียนรู้ที่จะควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กายใจของตัวเองที่ภาษาพระเรียกว่าสำรวมอินทรีย์ จะได้ไม่ตกภายใต้การครอบงำของกิเลส การที่จะทำ 2 อย่างได้ต้องบำเพ็ญธรรมทุกวัน ที่เรียกว่า “ ชาคริยานุโยค” โดยหลักการของวิทยาลัยฯคือมีวิชาการมีความชำนาญ และมีธรรมะ

 

ในส่วนของผู้ที่จะทำหน้าที่ในการสอนจะเป็นอาจารย์ที่มีทั้งแบบประจำมีที่พักให้ แต่ต้องเป็นคนที่สนใจธรรมะ พร้อมใช้ชีวิตสมถะเป็นแบบอย่างให้กับนักศึกษา โดยจะมีกรรมการวิทยาลัยทำหน้าที่ในการคัดเลือกผู้ที่จะไปเป็นอาจารย์ โดยกรรมการที่คัดเลือกจะประกอบด้วย คณะกรรมการของ มปทเป็นกรรมการฝ่ายฆราวาส ฝ่ายคณะสงฆ์มี พระธรรมวิมลโมลี เจ้าคณะภาค 16 ,พระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะ .สุราษฏร์ธานี เจ้าคณะ .เกาะสมุย , เจ้าคณะ .เกาะพงัน โดยมี พระภาวนาโพธิคุณ เป็นที่ปรึกษา

 

ส่วนสาขาภาษาต่างประเทศ ก็จะมีการเปิดสอนใน 2 ภาษา คือ ภาษาจีนกับภาษาอังกฤษ โดยภาษาจีนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนที่ส่งครูภาษาจีนมาสอน ส่วนภาษาอังกฤษได้รับการสนับสนุนจาก .คิงเพาวเวอร์ ที่ได้ประสานงานให้มหาวิทยาลัยในเมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ส่งอาจารย์มาสอนเช่นกัน

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.bbvcthailand.com