การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้งในสังคม อันทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด และเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นเครื่องมือในทางการเมืองปลุกระดมสร้างมวลชน เพื่อสนองประโยชน์ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยมีเป้าหมายให้คนไทยมีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนี้

            4.1 ด้านเศรษฐกิจและสังคม

นำหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างจริงจัง  กำหนดมาตรฐานความพอเพียงของคนไทยเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ ในการดำรงชีวิต ถือเป็นเป้าหมายที่รัฐต้องจัดให้คนไทยทุกคน มีปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตที่พอเพียง  เช่น ด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และการรักษาพยาบาล

ในเขตเมือง  รัฐอาจสนับสนุนให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ  ด้วยมาตรการจูงใจ

ทางด้านภาษี

ในเขตชนบท รัฐอาจเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับท้องถิ่น ชุมชน หรือภาคเอกชน ในแต่

ละพื้นที่ตามความเหมาะสม  เช่น  ด้านอาหารจัดให้มีคูปองอาหารสำหรับผู้ยากไร้ ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานความพอเพียง เป็นต้น

4.2 ด้านการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ 

รัฐต้องมีวิธีการ  ในการสนับสนุน  ส่งเสริม  สร้างอาชีพ  แก่ประชาชนผู้อยู่ใต้เส้น

มาตรฐานความพอเพียง โดยมีหลักประกันด้านรายได้ให้พอเพียงต่อการดำรงชีพ

                        สนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการที่เป็นประชาชนรายเล็ก ให้มีทุนประกอบการเพียงพอ

                        ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการสำมะโนประชากร และสำมะโนการเกษตรขึ้นใหม่โดยทันที เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ ในการจัดทำมาตรฐานความพอเพียง

กำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผูกขาดด้านการค้าขายโดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้มีการทำลายพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก หรือ เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค

4.3 การแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน

ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องที่ดิน ระหว่างรัฐและประชาชนโดยทันที จำแนกที่ดินของรัฐ และที่ดินที่ประชาชนถือครองทำกินให้แล้วเสร็จ กำหนดขอบเขตที่ดินของรัฐให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดกรณีการพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและประชาชนอีกต่อไป

            4.4 การส่งเสริมการเกษตร

            กระจายการผลิตทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยประกาศเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะด้าน (Zoning) ให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนส่งเสริม และแก้ไขปัญหา

ประกาศเขตคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตร  พื้นที่การเกษตรที่มีผู้ถือครอง โดยไม่ทำ

ประโยชน์ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า

พัฒนาการชลประทาน ให้เพียงพอในพื้นที่ที่จัด Zoning ไว้สำหรับพืชเกษตร ที่ต้องอาศัยน้ำมาก เช่น เขตพื้นที่ปลูกข้าว เขตปลูกอ้อย เขตปลูกไม้ผล เป็นต้น

            4.5 จัดตั้งองค์กรร่วม ระหว่าง รัฐ – เอกชน – เกษตรกร  ในแต่ละสาขาการผลิตทางการเกษตร เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนา แก้ไขปัญหาการผลิต การแปรรูป และการตลาด อย่างเป็นระบบครบวงจร ในลักษณะทำนองเดียวกันกับคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล

            4.6 การส่งเสริมกิจการสหกรณ์

                        ส่งเสริมเกษตรกร และชาวประมง รวมทั้งผู้บริโภคให้รวมตัวเป็นสหกรณ์เพื่อให้มีความเข้มแข็ง ในการพึ่งตนเอง ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมทั้งการร่วมมือกับฝ่ายเอกชนในลักษณะที่เกื้อกูลกัน

            4.7 การปฏิรูปด้านการศึกษา

                        เร่งปฏิรูปโครงสร้าง กระทรวง ทบวง กรม ที่รับผิดชอบงานด้านการจัดการศึกษา ของประเทศให้ทันสมัย มีการทำงานอย่างบูรณาการ มุ่งมั่นจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชน ให้เจริญพร้อมอย่างสมบูรณ์ ที่จะเป็นประชาชนที่มีคุณภาพของประเทศ ควบคู่กับการเป็นผู้มี คุณธรรมประจำใจ เพื่อเป็นประชาชนที่ดีของชาติ ที่มีสำนึกความรับผิดชอบในการทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดี

            การพัฒนาคุณภาพ ครู – อาจารย์ ผู้สอน

                        -  จัดทำเกณฑ์มาตรฐานของผู้ประกอบอาชีพ ครู-อาจารย์

                        -  ครู – อาจารย์ ที่มีมาตรฐานได้ระดับ ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนสูงเป็นพิเศษ

            ผู้บริหารสถานศึกษา

                        สร้างนักบริหารที่ผ่านการอบรมให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีความรู้ ความเข้าใจ ในการบริหารองค์กร (Management) ในการทำหน้าที่บริหารสถานศึกษา โดยแยกออกจากสายงานของ ครู-อาจารย์ ผู้สอน

            การจัดให้มีหลักสูตร หน้าที่พลเมือง และศีลธรรม ในสถาบันการศึกษา

                        ต้องจัดให้มีการศึกษา อบรมธรรมะในทุกระดับการศึกษา

                        ต้องจัดให้มีหลักสูตร หน้าที่พลเมือง ปลูกฝังอุดมการณ์ ค่านิยม แนวความคิดที่ถูกต้อง สร้างจิตสำนึก ให้ยึดมั่นในหน้าที่พลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย พร้อมที่จะทำหน้าที่ร่วมกับคนอื่น เพื่อสังคมและประเทศชาติ

            ปฏิรูปนโยบายด้านการศึกษาของรัฐ

                        นโยบายด้านการศึกษาของรัฐ ต้องเป็นไปเพื่อสร้างผู้มีความรู้ด้านวิชาการ ชำนาญในวิชาชีพระดับมืออาชีพด้านต่าง ๆ มารับใช้ประเทศ

                        โดยรัฐเป็นฝ่ายรับภาระจัดการศึกษา ด้านอาชีวศึกษาแบบให้เปล่า อย่างมีคุณภาพ ที่ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ ปวช. และ ปวส. ที่มีความรู้ ความชำนาญอย่างแท้จริงในแต่ละสาขาอาชีพ ตามความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

                        ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในวิทยาลัยเกษตรกรรม เพื่อผลิตบุคลากร ที่มีความรู้ ความชำนาญ ด้านการเกษตรอย่างแท้จริง ทำหน้าที่เป็นผู้นำเกษตรกรยุคใหม่ของประเทศ