การปฏิรูปด้านการเมือง

 

มวลมหาประชาชนเห็นว่าต้องรีบทำการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทยโดยทันที เพื่อเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

ทั้งนี้  ต้องทำให้การเมืองเป็นการเมืองของประชาชนทั้งประเทศ  เป็นการเมืองที่มาจากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

กปปส. จึงขอเสนอให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ในเรื่องต่าง ดังนี้

1.1 การปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตย  แก่ประชาชน และนักเรียน  นักศึกษา  อย่างทั่วถึง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุข  ให้แก่เยาวชนในทุกระดับชั้นการศึกษา  ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา  ทั้งนี้จะต้องมีหลักสูตรและบทเรียนเรื่องประชาธิปไตยที่เหมาะสมในแต่ละระดับการศึกษา

อีกทั้งต้องมีกระบวนการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนทั้งประเทศ ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักชัดถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง และเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขเท่านั้น

ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ  ให้ประชาชนมีจิตสำนึกที่ถูกต้องว่าเป็นหน้าที่ของ

ประชาชนทุกคน ที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดให้ถูกต้องตามแนวทางประชาธิปไตย และเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องร่วมกันรักษาระบบนิติรัฐ นิติธรรม ของประเทศ

1.2 การปฏิรูปพรรคการเมือง

การทำการเมืองให้เป็นการเมืองของประชาชนทั้งประเทศ ต้องเริ่มด้วยการทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชน

ตรากฎหมายพรรคการเมืองขึ้นใหม่ กำหนดเป็นหลักการสำคัญของประเทศ ที่จะต้องให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชน  โดยประชาชน  และเพื่อประชาชน  ป้องกันไม่ให้เกิดพรรคการเมืองของนักการเมือง พรรคการเมืองของกลุ่มทุน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ ครอบครัวใด ครอบครัวหนึ่ง ที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นเพื่อใช้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการยึดครองอำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์ของตน หรือ พวกตน

การจัดตั้งพรรคการเมือง จึงต้องมีที่มาจากการรวมตัวกันของประชาชนที่มีความคิดทางการเมือง มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเดียวกัน  โดยที่ความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นต้องไม่ขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

ประชาชนที่รวมตัวกันตั้งขึ้นเป็นพรรคการเมืองนั้น ต้องมีจำนวนมากอย่างมีนัยยะสำคัญเชื่อมโยงกับจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ เป็นต้น

ในทางปฏิบัติ  ในระยะเริ่มแรกของการจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง ประชาชนที่รวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง อาจจะมีจำนวนเพียง 0.1% แต่จะต้องมีจำนวนสมาชิกพรรค ครบ 1% ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง

สมาชิกพรรคเป็นผู้รับผิดชอบการเงินของพรรค โดยต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคเป็นรายปี และพรรคการเมืองต้องรักษาจำนวนสมาชิกพรรคที่จ่ายค่าบำรุงพรรคในแต่ละปีให้คงมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่บังคับไว้ในกฎหมาย ในกรณีที่พบว่ามีการจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคแทนกัน ต้องมีบทลงโทษผู้ที่จ่ายเงินแทนกันและลงโทษพรรคการเมืองนั้น

การเงินของพรรคการเมือง

รัฐจ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมืองทุกปี เท่าจำนวนเงินที่พรรคการเมืองได้รับจากค่าบำรุงประจำปีของสมาชิกพรรค

ผู้บริจาคเงินให้พรรค จะบริจาคให้พรรคการเมืองได้ไม่เกิน  1%  ของจำนวนเงินได้ที่คำนวณภาษีให้รัฐในปีนั้น และเงินที่บริจาคให้พรรคการเมือง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

กรณีผู้บริจาคเป็นนิติบุคคล ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ประจำปีของผู้ถือหุ้นและบริจาคได้ไม่เกิน  0.1% ของเงินได้นิติบุคคลที่ใช้คำนวณภาษี และสามารถหักลดหย่อนภาษีได้

 

การบริหารพรรคการเมือง

พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชน

ผู้บริหารพรรคการเมือง จึงต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของสมาชิกพรรค

ผู้บริหารพรรคการเมือง ต้องบริหารพรรคโดยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบ อุดมการณ์และนโยบายของพรรค

ผู้บริหารพรรคที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็นให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ต้องถูกลงโทษทางอาญา และตัดสิทธิ์เลือกตั้งตลอดชีวิต

นโยบายพรรคการเมือง  ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรคทั้งประเทศ  เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเป็นนโยบายเพื่อประชาชน และเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง

พรรคจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งใด จะต้องมีจำนวนสมาชิกพรรคที่ชำระเงินค่าบำรุงพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น จำนวนไม่น้อยกว่า 1% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น

สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งเป็นผู้ลงคะแนนเสียงคัดเลือกผู้สมัคร เพื่อเป็นตัวแทนพรรค (Primary vote)

ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ จากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของสมาชิกแต่ละเขตเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ต้องแสดงเอกสารการชำระภาษีแก่รัฐ แสดงตนเป็นผู้มีอาชีพสุจริต ทำหน้าที่พลเมืองดี เสียภาษีให้รัฐโดยถูกต้องครบถ้วน

1.3 การปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง

กำหนดคุณสมบัติ กกต. เป็นพิเศษ

กรรมการการเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ หรือ รัฐศาสตร์ มีประสบการณ์ในการทำงานด้านกฎหมาย  หรืองานด้านการปกครองไม่น้อยกว่า 15 ปี เช่น ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา อาจารย์สอนกฎหมาย ข้าราชการ ฝ่ายปกครอง  ทั้งนี้ ต้องผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการสรรหา

           

อำนาจหน้าที่ของ กกต.

            เดิม กกต. มีอำนาจ 3 ด้านคือ

อำนาจในการกำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

อำนาจการจัดการกำกับ ควบคุมการเลือกตั้ง

อำนาจในการวินิจฉัยลงโทษผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยการให้ใบเหลือง ใบแดง กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ซึ่งเป็นอำนาจกึ่งตุลาการ)

    ต้องเปลี่ยนแปลงให้ กกต. มีอำนาจเฉพาะด้านการออกข้อกำหนด ระเบียบ กฎเกณฑ์ และการจัดการ กำกับควบคุมการเลือกตั้งเท่านั้น  ให้ถอดอำนาจกึ่งตุลาการออกไปเป็นอำนาจของศาลเลือกตั้ง โดยให้ กกต.เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานฟ้องศาล

    ตรากฎหมายเลือกตั้งในกรณีมีการทุจริตการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายมีสิทธิ

ฟ้องคดีได้

            ด้านการจัดการเลือกตั้ง

ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ มีจำนวนไม่เกิน 77 คน

หมุนเวียนไปทำหน้าที่กำกับ ควบคุมการเลือกตั้งในจังหวัดต่าง ๆ เป็นครั้ง ๆ

ไม่มี กกต. จังหวัด ไม่มีสำนักงาน กกต. จังหวัด

กกต. กลางมีอำนาจตามกฎหมายในการ แต่งตั้งข้าราชการฝ่ายปกครอง หรือ ข้าราชการสังกัดกระทรวงอื่น เช่น ข้าราชการ ตำรวจ ครู อาจารย์ ร่วมปฏิบัติงาน รับผิดชอบการเลือกตั้ง

กกต. มีอำนาจตามกฎหมายในการ ควบคุมการสืบสวนสอบสวนและฟ้องคดีเกี่ยวกับการ ทุจริตเลือกตั้ง  โดยมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเป็นพิเศษ ใน แต่ละคดี

 

1.4 กฎหมายเลือกตั้ง

-   กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน การไม่ไปเลือกตั้งต้องถูกตัดสิทธิ์ 

ทางการเมือง

-   กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐ  มีหน้าที่สนับสนุนการเลือกตั้ง  ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์  ให้

การเลือกตั้ง เป็นการแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง 

-   เจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  ต้องรับโทษหนักกว่าประชาชนทั่วไป

-   ผู้ใดใช้อำนาจอิทธิพลใดแทรกแซงการเลือกตั้ง หรือทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดย

ไม่บริสุทธิ์ต้องรับโทษอาญา ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐมีโทษ 2 เท่า

-   ผู้ใดสมคบกันทำให้เกิดการทุจริตในการเลือกตั้ง ต้องรับโทษทางอาญา

-   มีมาตรการลงโทษผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ที่มีเจตนาทุจริตหรือละเลยการ

ปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริต

1.5 จัดตั้งศาลเลือกตั้ง

ให้ศาลเลือกตั้งพิจารณาคดีเลือกตั้งโดยใช้วิธีการไต่สวน

 

การนัดคดีต้องต่อเนื่อง พิจารณาแล้วเสร็จภายใน 30 วัน